ลำดับ
ชื่อ
คำแปล
1
ผ้ากฐิน ผ้าที่ทายก ทายิกา นำไปถวายพระในฤดูกฐิน คือหลังจากออกพรรษาแล้วภายในกำหนด 1 เดือน ผ้าถวายจะต้องเป็นผ้าสบง ผ้าจีวร ผ้าสังฆาฏิผืนใดผืนหนึ่งก็ได้ ผ้าทั้ง 3 ชนิด มักเป็นผ้าสำเร็จรูป ถ้าไม่ใช่ผ้าสำเร็จรูป ก็จะต้องทำเป็นผ้าสำเร็จรูป ให้เสร็จทันในวันทอดกฐินนั้น
2
ผ้ากฐินแล่น ผ้าทอดกฐิน (ดูผ้ากฐิน) แต่เป็นผ้าที่ทอดวันสุดท้ายเขตกฐินคือวันเพ็ญเดือนสิบสอง ผ้าที่นำไปทอดนั้น จะต้องผลิตทุกขั้นตอนในวันนั้น(ไม่ใช่ไปซื้อมาทอด)คือเอาฝ้ายมาปั่นเป็นเส้นด้าย เอาด้ายมาทอเป็นผ้า แล้วย้อมผ้านั้นด้วยสีเหลือง เสร็จแล้วก็ตัดเย็บ การผลิตทุกขั้นตอนนั้น จะต้องทำให้เสร็จภายในวันนั้น และทอดในวันเดียวกันการผลิตและการถวายผ้าทอดแบบนี้ ถือกันว่าได้บุญมาก
3
ผ้ากฐินสามัคคี ผ้ากฐินที่มีเจ้าภาพมากมาย มีการออกหนังสือเรี่ยไร หรือตั้งองค์กฐินไว้ตามที่ต่างๆ รับบริจาคจากคนที่ใจบุญทั่วไป
4
ผ้ากนก ผ้าที่มีลวดลายกนก
5
ผ้ากรวยเชิง ผ้าที่มีลายรูปกรวยที่ชายผ้า
6
ผ้ากรรปาสิก ผ้าฝ้าย
7
ผ้ากรรแสง ผ้าสไบของเขมร บางทีเรียกผ้ากันแสง ผ้ากะแสง ผ้ากำแสง
8
ผ้ากรอง ผ้ากรองน้ำ เพื่อให้ได้น้ำสะอาดปราศจากสิ่งสกปรกเจือปน เป็นผ้าบาง เนื้อนุ่ม ทอด้วยด้ายเส้นเล็ก ห่างกันพอควร
9
ผ้ากรรมา ผ้าขาวม้า สมัยกรุงศรีอยุธยาเรียกว่า ผ้ากรรมา
10
ผ้ากรองทอง ผ้าถักด้วยแล่งเงิน/แล่งทอง ลวดลายต่อกันเป็นผืน มักใช้ทำเป็นผ้าสไบ โดยใช้ห่มทับลงบนผ้าสไบดั้งเดิมอีกชั้นหนึ่ง ผ้านี้มีขนาดเท่ากับผ้าสไบธรรมดา แต่ชายผ้าด้านกว้างปล่อยเป็นชายครุย ถ้าต้องการให้สวยงามยิ่งขึ้น ก็ปักลวดลายด้วยไหมสีต่างๆ ลงบนผืนผ้า
11
ผ้ากรอบ ผ้าใช้พันรอบหน้าผาก มักทอเป็นลายกระจัง ใช้กันมากในสมัยสุโขทัย
12
ผ้ากรอมเท้า ผ้านุ่ง ยาวลงมาคลุมเท้า
13
ผ้ากรัก ผ้าที่ย้อมด้วยน้ำแก่นขนุน ทำให้ผ้ามีสีเหลือง
14
ผ้ากล่อม ผ้าควบ ผ้าหางกระรอก คือ ผ้าทอควบด้วยฝ้ายกับไหมหรือควบไหมหลายสี
15
ผ้ากลีบ ผ้าที่เย็บติดกันเป็นชั้นซ้อนเหลื่อมกัน เช่นผ้าที่กระเป๋าเสื้อ
16
ผ้ากษายพัสตร์ ผ้าย้อมน้ำฝาด ผ้าจีวร
17
ผ้าก่อง 1.ผ้าบาง คล้ายผ้ามุ้ง ใช้ขึงจับปลาเล็กๆ เช่นปลาแก้ว ปลาซิว 2. แผ่นผ้าคล้ายเต่า ที่สตรีรุ่นสาวใช้ปิดกัน
18
ผ้าก้อม ผ้าฝ้ายใช้ตัดเย็บเป็นเสื้อชั้นนอกของชาวลาวโซ่ง เสื้อมีแขนยาวคลุมข้อศอก ตัวเสื้อสั้นแค่บั้นเอว ผ้าอกตลอด ใช้กระดุมสวยงาม เรียง เป็นแถวลงมา ตั้งแต่คอจนถึงบั้นเอว
19
ผ้ากะต้อย ผ้าเตี่ยว ผ้าขี้ริ้ว เศษผ้า
20
ผ้ากะโพก ผ้านุ่ง ของสตรีมอญ
21
ผ้ากะวะ ผ้าถุงบาง ใช้กับสวิง เป็นเครื่องมือจับกุ้งตามลำแม่น้ำ
22
ผ้ากระโจมหัว ผ้าทำเป็นรูปกระโจม ใช้สวมศีรษะเด็ก
23
ผ้ากระทงจีวร ผ้าชิ้นหนึ่ง ๆ ของจีวรรูปสี่เหลี่ยนผืนผ้า คล้ายกระทงนา บางที่เรียกว่า ผ้ากะบิ้งจีวร
24
ผ้ากระทอ ผ้าหนา ทำเป็นถุงย่ามกระบอก มีหูรูด ใช้กันมากทาง จ.อุดรธานี ผ้ากะทอก็เรียก
25
ผ้ากระแบะ ผ้าท่อนเล็ก ๆ น้อย ๆ ค่าคืบค่าศอก หรือเสื่อท่อนเล็กท่อนน้อย
26
ผ้ากระเป๋า สมัยโบราณ เป็นผ้าถุงใส่ยาเส้นแดง (ยาฉุน) ผูกไว้ที่กล้องยาสูบ สมัยใหม่คือ ผ้าใช้ทำกระเป๋า เช่นกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง กระเป๋าถือ กระเป๋าเดินทาง ถ้าเป็นกระเป๋าเสื้อปะ หรือกระเป๋ากางเกงปะ ก็ใช้ผ้าชนิดเดียวกันกับตัวเสื้อตัวกางเกง ถ้าเป็นกระเป๋าเจาะ ก็ใช้ผ้าบางทำกระเป๋า ถ้าเป็นกระเป๋าถือ กระเป๋าเดินทาง ก็ใช้ผ้าหนา ทำกระเป๋าเพื่อความทนทาน
27
ผ้ากระโปรง ผ้าซิ่นผู้หญิง แบบสากล
28
ผ้ากระสอบ ผ้าหนาผิวหยาบคล้ายกระสอบ ทอจากฝ้าย ลินิน ป่าน ปอ ด้วยยืนและด้ายพุ้งเป็นเส้นโตควบ 2 เส้น หรือ 3 เส้น ผ้าชนิดนี้เอามาทำเสื้อกีฬา เสื้อกันหนาว หยาบ ๆ
29
ผ้ากระสา ผ้าตาข่ายถัก มีขอบเขตเป็นไม้ดัดเป็นรูปสามเหลี่ยม ใช้ในการซ้อนสัตว์น้ำขึ้นมา พวกลาวโซ่งทางอำเภอเขาย้อย จ.เพชรบุรี ใช้กันมาก
30
ผ้ากราบ ผ้าสำหรับรองกราบพระ เป็นผ้าสีเหลืองขนาด 25 เซนต์ถึง 50 เซนต์มักมีติดอยู่กับผ้าไตร โดยปกติพระบวชใหม่เท่านั้นที่ใช้รองกราบสำหรับพระทั่วไป ใช้ผ้ากราบรับประเคนสิ่งของจากสตรี
31
ผ้ากร่าย ผ้าคาด ที่ถักเป็นตาข่าย
32
ผ้ากราสิก ผ้าฝ้ายแกมไหม
33
ผ้ากัมพล ผ้าห่ม ผ้าทอด้วยขนสัตว์
34
ผ้ากากะเยีย ผ้าสำหรับวางหนังสือใบลาน บางทีเรียก ผ้าขาทะเยีย ผ้าขาพเยีย
35
ผ้ากากี เป็นคำเปอร์เซียแปลว่า "คล้ายฝุ่น" คือเป็นสีน้ำตาลปนเหลืองสมัยพระเจ้าชาห์นาดีร์ทรงยกทัพไปบุกอินเดีย เครื่องแบบทหารเปอร์เซียใช้ผ้าสีนี้ทั้งสิ้น เดี๋ยวนี้ผ้าชนิดนี้หมายถึงผ้าหนาทอแบบลายสองและมีสีน้ำตาลปนเหลือง
36
ผ้ากาบาร์ดีน ผ้าประเภทหนาทอด้วยด้ายผ้ายเส้นโตใช้ทำเสื้อคลุม เสื้อกีฬา เสื้อเครื่องแบบ เสื้อเล่นสกี ฯลฯ การทอนั้น ทอแบบธรรมดา หรือทอแบบลายสอง บางที่ใช้เส้นด้ายควบ 2 เส้น ถ้าใช้ด้ายยืน 1 เส้นควบ และใช้ด้ายพุ่งเดี่ยวจะเห็นลายลูกฟูกเด่นยิ่งขึ้น
37
ผ้ากาศิกพัสตร์ ผ้าเนื้อละเอียดจากแคว้นกาศีในอินเดีย
38
ผ้ากาสา ผ้าดิบเนื้อหยาบมีสีคล้ำไม่ย้อมสี คำว่า กาสา เป็นคำมลายูแปลว่าหยาบ ในกรมศุภรัตมีพนักงานที่มีชื่อเกี่ยวกับ กาสา อยู่ด้วย เช่น พระศุภรัตกาษายานุกิจ ขุนสุวรรณกาษาเป็นต้น
39
ผ้ากำมะหยี่ ผ้าประเภทขนฟู ขนนุ่ม มันระยับด้านเดียว มักมีไหมผสม อังกฤษเรียกว่า Velvet ซึ่งมาจากคำละตินว่า Vellus แปลว่าขนแกะ ทางภาคอิสานเรียกว่า ผ้าฮำมะหยี่
40
ผ้ากำมะลอ ผ้าปลอม ผ้าที่ทำเทียมผ้าแท้ เช่น ผ้าเรยอนทำเทียมผ้าไหม
41
ผ้ากำม้า ผ้าขาวม้า สมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกว่า ผ้ากำม้า
42
ผ้ากิ๊ดปวย ผ้าฝ้าย ใช้ทำโสร่งของชาวศรีวิชัยสมัยโบราณ
43
ผ้ากี่กระตุก ผ้าที่ทอด้วยกี่กระตุก เป็นผ้าพื้นเมืองทั่วไป คือ ผ้าขาวม้า ผ้าซิ่น ผ้าโสร่ง ผ้าถุงย่าม ผ้าฝ้ายผ้าไหม กี่กระตุก คือ เครื่องทอผ้าด้วยมือแบบจีน ซึ่งทอผ้าได้รวดเร็วกว่ากี่มือของไทยประมาณ 3 - 4 เท่าเพราะกี่กระตุกไม่ต้องใช้มือพุ่งกระสวย แต่ใช้วิธีกระตุกเชือกคันกระตุกให้กระสวยด้ายพุ่ง พุ่งจากซ้ายไปขวา และจากขวามาซ้ายได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้มือมือเดียวเท่านั้น
44
ผ้ากี่เพ้า ผ้ากระโปรงผ่าข้าง ของผู้หญิงจีน
45
ผ้ากุ๊น ผ้าขลิบ ผ้าเย็บหุ้มริมผ้า
46
ผ้ากุสิ ผ้าชิ้นหนึ่ง ซึ่งประกอบอยู่ที่จีวรพระ
47
ผ้าเก็บ ผ้ายกดอก
48
ผ้าเกาทุมพร ผ้าทอด้วยขนสัตว์ เนื้อละเอียด
49
ผ้าเกาะยอ ผ้าทอที่เกาะยอะ จ.สงขลา ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงตั้งชื่อผ้าเกาะยอว่า "ผ้าดอกราชวัตร์" เมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นผ้าเนื้อหนาดอกเล็ก ชื่อดอกผ้ามีมากมาย เช่น ลายดอกราชวัตร์ใหญ่ / เล็ก ดอกพิกุลใหญ่ / เล็ก ลายลูกแก้ว ลายดอกชุก ลายคดถฤช ลายตะเครียะ ฯลฯ
50
ผ้าเกี้ยว ผ้านุ่งผืนเล็ก ใช้นุ่งทับผ้านุ่งผืนใหญ่เพื่อศิลป์ และเพื่อมิให้ผ้านุ่งผืนใหญ่ขาดง่าย ลักษณะเหมือนผ้าคาดเอวผืนใหญ่ ดูคล้ายผ้าซอแกะของพวกเต้น รองเง็ง ทางภาคใต้ มีทั้งลายพิมพ์และผ้าไหม
51
ผ้าเกี้ยวลาย ผ้าคาดพุง มีลาย
52
ผ้าเกี้ยวล่าน ผ้าเกี้ยว ทอด้วยขนสัตว์
53
ผ้าแก้ว ผ้าบางใส แข็งเหมือนลงแป้ง เป็นผ้าบางประเภทเดียวกับผ้าสาลูเนื้อบาง แต่ตกแต่งให้แข็งด้วยกรดกำมะถัน
54
ผ้าโกเชาว์ ผ้าที่ทำด้วยขนแพะ
55
ผ้าโกเอี๊ยะ ผ้าปิดแผลของจีน ดู ผ้าปิดแผล
56
ผ้าขมิ้น (ผ้าโรยขมิ้น)ผ้าขาวผืนเล็กขนาดผ้าเช็ดหน้า ใช้วางทาบลงบนผ่าเท้าของผู้ตาย ซึ่งโรยขมิ้นไว้ขณะที่อาบน้ำศพ รอยเท้าก็จะติดบนผ้าขาว เพื่อลูกหลานจะเก็บผ้านั้นไว้เป็นที่ระลึกเคารพบูชา เป็นประเพณีการทำศพของชาวมอญ
57
ผ้าขยิบ ผ้าที่ใช้เย็บหุ้มริมผ้า เพื่อให้ผ้าทนทานและเพื่อสวยงาม เป็นภาษาทางภาคใต้
58
ผ้าขลิปแดง ผ้าขลิบสีแดงบนเสื้อดำของผู้หญิงเผ่ามูเซอร์แดง (ยี-ย่า-ลาบา) ซึ่งกว้างประมาณ 1 ฝ่ามือ สัญลักษณ์ผ้าขลิปแดงชนิดนี้ ทำให้เผ่ามูเซอร์พวกนี้มีชื่อว่า "เผ่ามูเซอร์แดง"
59
ผ้าขวิด ผ้ายกดอก ภาษาทางภาคอีสาน
60
ผ้าขอมหัว ผ้าคลุมศีรษะ
61
ผ้าขัณฑ์ ผ้ากระทง ผ้าที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระตัดจีวรเป็นกระทงคือตัดผ้าเป็นชิ้น ๆ แล้วเย็บติดกัน กระทงผ้าแต่ละชิ้นเรียกว่า ขัณฑ์
62
ผ้าขาวม้า ผ้าฝ้ายเอนกประสงค์ มาตรฐานกว้าง 75 เซนต์ ยาว 190 เซนต์ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย สมัยก่อนย้อมสีแดงทั้งผืนเป็นส่วนมาก ปัจจุบันมักทอเป็นผ้าตาคล้ายตาสก๊อต ด้วยที่ใช้ทอมักใช้ด้าย 2 สี เช่นเขียวกับขาว เขียวกับดำ แดงกับขาว แดงกับดำ ขาวกับดำเป็นต้น ไทยเราใช้ผ้าขาวม้ามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ลักษณะเป็นผ้าเคียนพุง ซึ่งเล็กกว่าผ้าขาวม้า ต่อมาเมื่อเห้นเขมรใช้ผ้าขาวม้าผืนใหญ่ก็เลยเอาแบบอย่างบ้าง เวลาทำงานหรือไปไหมมาไหน ก็ใช้เคียนพุง หนาวก็ใช้ห่มร้อนก็ใช้สุมไว้บนหัวเพื่อกันแดด เวลาอาบน้ำก็ใช้เป็นผ้าผลัด เวลาว่ายน้ำก็ใช้นุ่งโจงกระเบนแทนกางเกงอาบน้ำจะนอนก็ใช้ปูนอนทำเป็นเปลไกวสำหรับเด็กนอนก็ได้
63
ผ้าขาวโมริยะ ผ้าขาวญี่ปุ่น ส่งมาขายมากในรัชกาลที่ 2
64
ผ้าขิด ผ้าทอยกดอก บางทีเขียน ผ้าขิต
65
ผ้าขิต ผ้าทอยกดอกทางภาคอีสาน ลวดลายแปลกและมีชื่อตามภาษาทางภาคอีสาร คือ ขิตขอดอกขิต ขิตแมงเงา ขิตกาบใหญ่ ขิตกาบน้อย ขิตตะเภาหลงเกาะ ขิตดอกแก้ว ขิตขอ ขิตดอกสร้อย ขิตหมากจับ ขิตช้าง ขิตงูเหลือม ขิตดอกจันทร์ ขิตดอกเบ้ง ขิตหมากโม ขิตกะแจบ่ไข ขิตแมงงอด ขิตอึ่ง ขิตกะแจไขน้อย ขิตขัน กระหย่อง
66
ผ้าขี้งา ผ้าที่มีสีขาวสีดำปนกัน
67
ผ้าเข็มขัด ผ้าถักเปียหน้าแคบ แข็งแรงทนทาน ใช้ทำเข็มขัด ทำสายสะพายต่าง ๆ
68
ผ้าเข็มขาบ ผ้าจากอินเดีย เป็นผ้าทอด้วยไหมทอง โดยการเอาเงินแผ่กาไหล่ทองแล้วหุ้มเส้นไหมกับไหมสี ยกเป็นลายริ้ว เห็นลายทองแดงกับลายพื้นเท่ากัน บางทีมีไหมเงินทองแซมด้วยภาษาเปอร์เซียมีคำว่า "Kimkhab" แปลว่า ผ้าทอง
69
ผ้าเขินเติ่นเต้อ ผ้าที่ใช้นุ่ง ยาวลงมาไม่ถึงหัวเข่า ผู้หญิงลาวโซ่งมักนุ่งผ้าถุงสีดำรั้งชายผ้าขึ้นมาสูงกว่าหัวเข่า เพื่อสะดวกแก่การเดินทาง
70
ผ้าเขียนทอง ผ้าพิมพ์อย่างดี เน้นลวดลาย เพิ่มความสวยงามด้วยการเขียนเส้นทอง ตัดเส้นขอบลาย มีปรากฏชื่อเป็นครั้งแรกในสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กล่าวกันว่าใช้ได้เฉพาะพระมหากษัตริย์ลงมาถึงชั้นพระองค์เจ้าโดยกำเนิดเท่านั้น
71
ผ้าเขียว ผ้าย้อมด้วยคราม หรือย้อมด้วยแกแล (กะแลก็เรียก เป็นไม้เถาขนาดเขื่อง แก่นเป็นสีเหลือง ใช้ย้อมผ้าและทำยา) บางทีเรียกว่า ผ้าเขียวครามสีใบตอง ใช้กันมากในรัชกาลที่5
72
ผ้าเขียวตะพุ่น ผ้าสีเขียวคราม (สีน้ำเงิน) ซึ่งพวกตะพุ่นหญ้าช้างใช้แต่งกาย ตะพุ่นคือคนที่ถูกอาญาหลวงให้ไปเกี่ยวเก็บหญ้ามาเลี้ยงช้าง คำว่าตะพุ่นนี้ต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อ สีคราม (น้ำเงินอ่อน) ซึ่งบางทีคนมักเรียกสีนี้ว่า สีตะพุ่น
73
ผ้าโขมพัสตร์ ผ้าทอจากป่าน เปลือกไม้ ฝ้ายหรือต้น Flax ทำลวดลายไทยด้วยการพิมพ์สวยงาม ใช้เป็นผ้านุ่งห่ม และผ้าประดับบ้านทั่วไป หัวหินมีชื่อเสียงมากในการผลิตผ้าชนิดนี้
74
ผ้าครั่ง ผ้าที่ย้อมด้วยน้ำครั่ง เป็นสีแดง
75
ผ้าควบ ผ้านุ่งหางกระรอก หรือผ้าม่วง
76
ผ้าคากรอง ผ้าทำด้วยหญ้า ใช้กันฝนมากกว่าใช้นุ่ง ในญี่ปุ่นสมัยโบราณใช้ฟางข้าวแผ่มัดทำเป็นเสื้อคลุมกันฝนแทนหญ้า
77
ผ้าคาดเตียว ผ้าหน้าแคบแต่ยาว ใช้คาดพันรอบบั้นเอว ชายผ้าที่ยาวนั้น ลอดใต้หว่างขาโจงขึ้นไปเหน็บไว้กับผ้าที่คาดเอวด้านหลัง
78
ผ้าคีไวย ผ้าคลุมรอบคอ
79
ผ้าแคชเมียร์ ผ้าทอด้วยขนแพะแคชเมียร์ (แขกอ่าน กัสมีระ) แพะชนิดนี้มีมากในประเทศธิเบต ที่เมืองกัสมีระในอินเดียตอนเหนือ ในปากีสถาน ในอิรัก และอิหร่าน ขนแพะมีใยยาว นุ่ม นิ่ม ทนทาน เป็นมันงามคล้ายไหม ผ้าที่ทอนั้นเอามาทำเสื้อคลุม เสื้อกั๊กที่มีชื่อเสียงมากคือเอามาทำผ้าพันคอ
80
ผ้าแคมบริค (Cambric)ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด ค่อนข้างบาง ใช้ทำผ้าเช็ดหน้า (ที่มีชื่อเสียงมากคือ ผ้าเช็ดหน้าพิรามิดจากอังกฤษ) ผ้าแต่งตัวเด็ก กางเกงชั้นใน ผ้าสวมใส่นอน
81
ผ้าจวน ผ้าเพลาะชนิดหนึ่งสมัยสุโขทัย ทอด้วยไหมเป็นลายริ้ว คตกฤชไปตามทางยาวของผืนผ้า จีนกลางเรียกว่า "จ้วน"
82
ผ้าจ้อง ผ้าใช้ทำร่ม บางทีเขียนผ้าจ่อง
83
ผ้าจอร์เจียร์ (Georgette)ผ้าชนิดหนึ่ง บางใส ผิวผ้าคล้ายเมล็ดทราย เรียกว่าผิวผ้าย่น แต่ก่อนเรียกว่า ผ้าแพรเยื่อไม้ แต่เดี๋ยวนี้ชอบเรียกว่า ผ้าจอร์เจียร์
84
ผ้าจิตกัมพล ผ้าหรือพรม ที่มีลายสีต่างๆ
85
ผ้าจินเจ ผ้าแพรจีน มีดอกดวงโต
86
ผ้าจีบหางหงส์ ผ้านุ่งโจงกระเบน ที่หางกระเบน จีบให้เป็นกลีบใหญ่ ปล่อยให้เลี้อยลงทางด้านหลังอย่างเช่นพวกละครโบราณและพวกยี่เก ใช้แต่งกาย เด็กที่เข้าพิธีโกนจุก ก็สวมใส่ผ้าชนิดนี้เช่นเดียวกัน อันเป็นพิธีของพราหมณ์ถ้าใช้ผ้าดอกลวดลาย ก็เรียกว่า ผ้ายกจีบหางหงส์
87
ผ้าจีรขัณฑ์ ผ้าเป็นท่อน ท่อนผ้าชิ้นหนึ่ง
88
ผ้าจูด ผ้ากระสอบ
89
ผ้าเจียม ผ้าปูลาด มักทำด้วยขนแกะ
90
ผ้าเจียระบาด ผ้าคาดเอวชนิดหนึ่ง มีชายห้อยลงมาที่หน้าขา
91
ผ้าโจงกระเบน ผ้านุ่ง เป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมก็ได้ เมื่อนุ่งแล้ว ก็รวบชายผ้ามาโจงเป็นชายกระเบนแล้วสอดใต้หว่างขา เอามาเหน็บไว้ข้างหลังตรงบั้นเอว
92
ผ้าชอร์เตอร์ ผ้าไหมจีน ผลิตที่เมืองซานตุง ทอด้วยไหมดิบหยาบ ทำนองเดียวกับผ้าปองยี เส้นไหมไม่เรียบ มีปุ่มป่ำคล้ายตัวหนอนอยู่ทั่วไป
93
ผ้าชังฆาตราณ ผ้าพันแข้ง
94
ผ้าซอแกะ ผ้าโสร่งแคบ ๆ ใส่สวมทับบนกางเกงอีกชั้นหนึ่ง สั้นแค่หัวเข่าหรือเหนือเข่าเล็กน้อย ซึ่งผู้เต้นรองเง็งทางภาคใต้ของไทย สวมเวลาเต้นรองเง็ง ถ้าผู้เต้นเป็นเจ้านายหรือผู้ดีก็มักใช้เป็นผ้าไหมยกดิ้นทอง ดิ้นเงิน ถ้าฐานะรองลงมา ก็ใช้ผ้าไหมเนื้อดีตาโต ๆ ถ้าฐานะธรรมดาก็ใช้ผ้าที่ไม่ใช่ผ้าไหม
95
ผ้าซิ่น ผ้านุ่งสำหรับผู้หญิง เป็นรูปถุง
96
ผ้าซิ่นก่านคอควาย ผ้าซิ่นของชาวเมืองน่าน ตอนหัวและตีนมีลักษณะคล้ายสีของคอควายคือสลับลายแดง ดำ จึงเรียกว่า ก่านคอควาย
97
ผ้าซิ่นเซิน ผ้าผลิตที่ จ.สุโขทัย และ จ.อุตรดิตถ์ (ทางภาคเหนือเรียกว่าผ้าซิ่นตีนต่อ) คำว่า "ตีน" หมายถึงเชิงผ้า คำว่า "จก" แปลว่า ล้วง ควัก คือ ขณะที่ทอผ้า ผู้ทอใช้ขนเม่นเด็บด้ายยืนขึ้นมาทีละเส้น เพื่อทำลวดลายผ้า ผ้านี้มีลวดลายสวยงามที่เชิงผ้าหรือตีนผ้า ตรงส่วนที่ต่อผ้าตอนบนกับผ้าลวดลายตอนล่างนั้น เขาใช้แล่งทองหรือแล่งเงินสอดเข้าไปทำให้ดูงามขึ้นอีก
98
ผ้าซิ่นม่าน ผ้าซิ่นเก่าแก่มาก ของชาวเมืองน่าน คำว่า "ม่าน" เป็นคำที่ชาวเมืองเหนือ เรียก พม่า
99
ผ้าด้าม ผ้าขาวม้า
100
ผ้าดิ้น ผ้าเนื้อนุ่ม ทอด้วยด้ายยืนเรียบ ๆ แต่ด้ายพุ่งนั้น ใช้ด้ายพองสลับกันทำให้เนื้อผ้าไม่เรียบลื่นและดิ้นได้บ้าง
101
ผ้าตุ้ม ผ้าคลุม ผ้าห่ม
102
ผ้าตะแบงมาน ผ้าแถบอ้อมตัวแล้วเอาชายทั้ง 2 ผูกไขว้ที่คอ สำหรับสตรีใช้เมื่อทำงานหนักหรือเมื่อออกศึก
103
ผ้าแตงโม ผ้าลายแตงโม เป็นผ้านุ่งย้อมสีดำหรือสีคราม มีลวดลายเป็นทางสีขาวลงมาตามลำตัว พวกลาวโซ่ง ที่อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี และที่อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ใช้กันมาก
104
ผ้าทอ ผ้าที่ผลิตใช้กันมาหลายพันปี กรรมวิธีการผลิตผ้าทอ คือใช้ด้ายพวกหนึ่งเอามาเรียงตามความยาว (คือด้ายยืน) แล้วใช้ด้ายอีกพวกหนึ่ง (คือด้ายพุ่ง) พุ่งซ้ายพุ่งขวากลับไปกลับมา ขัดกับด้ายยืนสลับทุนเส้น เป็นมุม 90 องศาก็จะได้ผ้าทอ
105
ผ้าทอด ผ้าถวายพระ โดยไม่ต้องประเคน แต่เอาวางไว้แล้วให้ภิกษุมาชักไปเอง เช่น ผ้าบังสุกุล ผ้าป่า เป็นต้น
106
ผ้านมสาว ผ้าไหมชนิดหนึ่ง ทอด้วยเส้นไหมยืนและเส้นไหมพุ่งห่างกันเอาลวดเงินพับให้โปร่งแหลม คล้ายขนมเทียน สอดเข้าไปดูเป็นมันแวววาว
107
ผ้าบิง ผ้าแพรเล็ก ๆ สำหรับห่มเฉียงบ่า
108
ผ้าเบี่ยง ผ้าสไบ ผ้าสำหรับห่มเฉียงบ่า
109
ผ้าปอกัญชา ผ้าทอจากเปลือกต้นกัญชา อันเป็นต้นไม้ตระกูลป่าน ซึ่งสามารถเอามาทำเป็นเชือกหรือเส้นด้าย แล้วทอเป็นผ้าหยาบได้ เช่นผ้ากระสอบ ผ้าใบ เป็นต้น
110
ผ้าปัก ผ้าที่ทำลวดลายด้วยการใช้เข็มปักเส้นด้ายลงบนพื้นผ้าให้เป็นดอกดวง สีต่าง ๆ การปักนั้นจะปักมากน้อยหรือปักให้เต็มผืนก็ได้ สมัยก่อนใช้มือปัก ในปัจจุบันมักใช้ปักจักร หรือใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ทำให้ได้ปริมาณมากและรวดเร็วยิ่งขึ้น
111
ผ้าปาเต๊ะ ผ้าพิมพ์ดอกแบบอินโดนีเซีย กรรมวิธีคือ ใช้ขี้ผึ้งละลายเขียนลวดลาย แล้วย้อมสี ตอนที่มีขี้ผึ้งติด ก็จะไม่ติดสี เสร็จแล้วก็ต้มล้างขี้ผึ้งออก ก็จะปรากฏลวดลายขึ้น การทำผ้าพิมพ์แบบนี้ถ้ามีลวดลายหลายสี ก็จะต้องลงขี้ผึ้งตามจำนวนสี
112
ผ้าปูม ผ้าไหมมัดหมี่จากเขมร ลวดลายเกิดจากการย้อมเส้นไหมให้เป็นลายและสีต่าง ๆตามที่กำหนดไว้ จากนั้นจึงทอให้เป็นลวดลาย สมัยโบราณราชสำนักสยามสั่งซื้อเข้ามาเป็นพระราชทานให้ข้าราชการ
113
ผ้าเปียว ผ้าของชาวไทโซ่งหรือลาวโซ่ง เป็นผ้าฝ้ายทอมือสีดำ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ประดับด้วยเส้นด้ายสลับสีเป็นดอกเต้า ลายผักแว่น ขอบผ้ากุ๊นด้วยผ้าสีต่าง ๆ ผ้าเปียวเป็นผ้าสไบหรือผ้าเบี่ยงของชาวไทโซ่ง บางครั้งใช้เป็นผ้าห้างนม ผ้าห่มช่อคอ และผ้าโพกศีรษะ ผ้าเปียว บางทีเรียก ผ้าป้าย
114
ผ้าเช็ด (ถิ่น-เหนือ) ผ้าชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ในกลุ่มไท - ลาวในล้านนา เป็นผ้าสี่เหลี่ยม พื้นสีขาวกว้างประมาณ 15 - 30 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1 เมตร เชิงทั้งสองข้างทอลายขิด สีดำแดงหรือดำสลับน้ำตาล ทอเป็นรูปช้าง ม้า คน หรือเรือ ตรงกลางเป็นพื้นสีขาว ผู้ชายใช้เป็นผ้าพาดบ่าในงานพิธีสำคัญ โดยพาดบ่าซ้ายให้เห็นลายที่เชิงด้านหน้า บางทีใช้ในพิธีแต่งงานและใช้ปิดหน้าศพ
115
ซิ่นก่าน (ถิ่น - เหนือ) ซิ่นของชาวไทลื้อบริเวณจังหวัดน่าน ทอลายมัดหมี่ ชาวเมืองน่านเรียก มัดก่าน หรือ คาดก่าน เป็นซิ่นลายขวางลำตัว
116
ซิ่นก่านคอควาย (ถิ่น - เหนือ) ซิ่นชาวไทยวนบริเวณจังหวัดแพร่ ตัวซิ่นสีดำมีริ้วสีแดงตรงส่วนบนของตีนซิ่น ซิ่นก่านคอควายหรือซิ่นแหล้ หมายถึง สีดำหรือสีครามเข้ม
117
ซิ่นคำเคิบ (ถิ่น - เหนือ) ซิ่นทอด้วยดิ้นเงินดิ้นทองด้วยลายขิดเต็มผืน เย็บ 2 ตะเข็บ ตีนซิ่นอาจเป็นผ้าพื้นธรรมดาหรือตีนจกดิ้น ซิ่นคำเคิบนิยมทอในกลุ่มชนไทลื้อบริเวณจังหวัดน่าน ซิ่นคำเคิบ บางทีเรียก ซิ่นไหมคำเคิบ หรือ ซิ่นเคิบไหมคำ
118
ซิ่นเชียงแสน (ถิ่น - เหนือ) ซิ่นสีแดงมีริ้วสีดำหรือสีครามเป็นลายขวาง ทอด้วยลายขิด เย็บ 2 ตะเข็บนิยมทอบริเวณจังหวัดน่าน
119
ซิ่นไทโซ่ง ซิ่นของชาวไทโซ่งหรือไททรงดำ หรือลาวโซ่ง กลุ่มชนที่อพยพจากประเทศลาวและเวียดนามเหนือเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณภาคอีสานและภาคกลาง โดยตั้งถิ่นฐานในเขตอำเภอเขาย้อย จ.เพชรบุรี ต่อมาจีงขยายออกไปตั้งถิ่นฐานในหลายท้องถิ่นในจังหวัดใกล้เคียง เช่น บริเวณอำเภอบางเลน จ.นครปฐม อำเภออู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซิ่นนิยมใช้ซิ่นสีน้ำเงินเข้ม ประกอบด้วยหัวซิ่นหรือเชิงบนเป็นผ้าทอสีดำล้วนกว้างประมาณ 25 ซ.ม. ตัวซิ่นทอเป็นริ้วขาวอมฟ้าขนานลำตัว ห่างกันประมาณ 30 เส้นด้าย หรือประมาณ 1.5 นิ้ว เป็นทางขนานกับลำตัวเรียกว่า ลายชะโด หรือ ลายแตงโม เชิงซิ่นหรือตีนซิ่นทอด้วยด้ายฝ้ายสีดำให้เนื้อแน่นเพื่อความคงทน มีลายสีขาวอมฟ้าตามแนวขวางตัดกับลายแตงโมเรียก ลายก้านกาง ลายประ หรือ ตากิ๊บ การนุ่งซิ่นจะกางซิ่นออกแล้วพับทบเข้าหาเอวคาดทับด้วยเข็มขัดเงิน ส่วนเสื้อที่ใช้สวมในงานพิธีต่าง ๆ มักสวมเสื้อก้อม หรือเสื้อฮี
120
ซิ่นไทลื้อ ซิ่นของชาวไทลื้อซึ่งอาศัยอยู่หลายท้องถิ่นในล้านนา ได้แก่ กลุ่มไทลื้อในจังหวัดพะเยา น่าน และเชียงราย ซิ่นไทลื้อในจังหวัดน่านมี 2 แบบ คือซิ่นม่าน หรือ ซิ่นแบบพม่า นิยมทอตัวซิ่นเป็นลายริ้วขวางลำตัว ขนาดริ้วไม่เท่ากัน ซิ่นป้องซิ่นลายริ้วขวางลำตัวเช่นเดียวกัน และช่องไฟระหว่างลายจะเท่ากันทั้งผืน ซิ่นไทลื้อในจังหวัดเชียงรายนิยมทอลายเกาะเป็นลายเรขาคณิต กว้างประมาณ 5 นิ้ว ใช้สีเหลือง ฟ้า เขียว และชมพู ทอด้วยฝ้ายตีนซิ่นเป็นผ้าพื้นสีครามเข้ม ไม่นิยมตีนจก ซิ่นไทลื้ออาจมีรายละเอียดของลวดลายต่างกันไปบ้างตามความนิยมของกลุ่มชน เช่น ซิ่นลายน้ำไหลของกลุ่มไทลื้อเชียงคำ จังหวัดน่าน
121
ซิ่นป้อง (ถิ่น - เหนือ) ซิ่นชาวไทลื้อในเมืองน่านที่ทอเป็นริ้วเล็ก ๆ สลับกัน มีลายมุกคั่นด้วยไหมเงิน ไหมทอง ตัวริ้วคั่นด้วยสีพื้นสีเดียว สลับสีเป็นริ้วเล็กๆ เหมือนแยกกลุ่มเส้นไหมออกเป็นสองตอน ทอลายขิดสลับริ้วสีพื้นเป็นปล้อง ๆ มีช่องว่างระหว่างลายเท่ากันจึงเรียกว่า ซิ่นป้อง คือมีลายเป็นปล้อง ๆ หากทอด้วยเส้นไหมเงินหรือไหมคำทอสลับริ้วเล็กริ้วใหญ่สลับสีเดียวกันไปตลอดผืน เช่น พื้นสีแดง พื้นเขียว พื้นน้ำตาล สลับลายมุกเรียก ซิ่นตาเหล็ม
122
ซิ่นมัดหมี่ (ถิ่น - อีสาน) ซิ่นที่ทอด้วยวิธีการมัดหมี่ นิยมทอในกลุ่มไท - ลาวในบริเวณที่ราบสูงโคราช มักทอผ้ามัดหมี่จากฝ้าย ส่วนกลุ่มไทลาวบริเวณตอนล่างของที่ราบสูงโคราชในเขตจ.ขอนแก่น จ.ชัยภูมิ นิยมทอผ้าไหมมัดหมี่ ซิ่นไทลาวมักทอเป็นลวดลายริ้วในแนวตั้ง ตีนซิ่นแคบเพียง 2 - 3 นิ้วมีทั้งชนิดมีลายและไม่มีลายมักทอด้วยฝ้ายเพื่อให้มีน้ำหนักถ่วงซิ่นให้แนบตัว
123
ซิ่นแม่แจ่ม (ถิ่น - เหนือ) ซิ่นของกลุ่มไทยวนบริเวณอ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ประกอบด้วยหัวซิ่นมักต่อด้วยผ้าพื้นสีขาว ตัวซิ่นเป็นลายขวางลำตัวสีเข้ม เชิงซิ่นต่อด้วยจีนจกเป็นลายเรขาคณิต มักมีวรรณสีส้ม ปลายเชิงหรือสะเปาแคบ ปล่อยเป็นพื้นสีแดง
124
ซิ่นเมืองพง (ถิ่น - เหนือ) ซิ่นของชาวไทลื้อบริเวณ อ.เชียงคำ จ.พะเยา เป็นซิ่นลายขวาง ทอด้วยลายขัดธรรมดา
125
ซิ่นเมืองลิน (ถิ่น - เหนือ) ซิ่นของชาวไทลื้อบริเวณ อ.เชียงคำ จ.พะเยา เป็นซิ่นลายขวาง มีลายคั่นตกแต่งกลางตัวซิ่นด้วยลายเกาะ
126
ซิ่นลายน้ำไหล (ถิ่น - เหนือ) ซิ่นชนิดหนึ่งที่นิยมทอกันในบริเวณ จ.น่าน สร้างลวดลายโดยการล้วงด้วยมือ เป็นลายคล้ายสายน้ำจึงเรียกว่า ลายน้ำไหล กล่าวกันว่าเป็นลายโบราณที่สืบทอดกันมาประมาณร้อยปี อาจได้รับแบบอย่างมาจากลายผ้าของชาวลื้อเมื่อคราวที่เจ้าผู้ครองนครน่านมีอำนาจไปกวาดต้อนชาวลื้อมาจากทางเหนือจึงอาจเป็นไปได้ที่ชาวเมืองน่านจะนำแบบอย่างของลายผ้าซิ่นของชาวลื้อมาดัดแปลงผสมกับแบบอย่างของซิ่นพี้นเมืองเช่น ลักษณะการทอซิ่นจะทอคั่นเป็นริ้ว ๆ ตามแบบชาวลื้อที่นิยมใช้ไหมเงินและไหมทอง ส่วนลายน้ำไหลจะคั่นด้วยลายมุกหรือลายซิ่นป้อง ภายหลังได้พัฒนารูปแบบเรื่อยๆ
127
ซิ่นล้วง (ถิ่น - เหนือ) ซิ่นที่ทอด้วยการล้วงด้วยมือเพื่อสร้างลายบนผืนผ้า มักทำเป็นลายน้ำไหลและลายรูปสัตว์คั่นด้วยลายเก็บมุกลายใหญ่
128
ผ้าต่อง (ถิ่น - เหนือ) ผ้าขาวม้าใช้นุ่งลำลองอยู่กับบ้านหรือใช้งานต่าง ๆ นิยมทอเป็นลายตาหมากรุกหรือลายตาโก้ง
129
ผ้าต้อย (ถิ่น - เหนือ) ผ้านุ่งผู้ชายผืนสีเหลี่ยม มักเป็นผ้าฝ้ายสีพื้นหรือลายขาวสลับดำอย่างที่เรียกว่าผ้าตาโก้ง มี 2 ขนาด คือ ขนาดสั้นและขนาดยาว ผ้าต้อยสั้นนิยมนุ่งแบบเค้นม่านคือ ม้วนชายผ้าเป็นเกลียวแล้วสอดเข้าหว่างขาไปเหน็บไว้ข้างหลังอย่างถกเขมร หากต้องการให้รัดกุมขณะทำงานก็ถกให้กระชับขึ้นไปจนเห็นสะโพกทั้งสองข้าง ในสมัยโบราณเป็นการนุ่งที่เผยให้เห็นลายสักบนท่อนขา ผ้าต้อยขนาดยาวจะยาวประมาณ 3 เมตรใช้นุ่งแบบโจงกระเบน คือ ม้วนชายผ้าด้านหน้าแล้วสอดลอดหว่างขาไปเหน็บไว้ข้างหลัง ชายผ้าด้านหน้าย้อยลงมาเหนือเข่า
130
ผ้าตั้ง (ถิ่น - ใต้) ผ้าที่เจ้าสาวทอให้เจ้าบ่าวใช้เป็นผ้านุ่งและผ้าห่มในพิธีแต่งงาน ผ้าตั้งนี้เจ้าสาวจะลงมือทอหลังพิธีหมั้นและเตรียมตัวแต่งงาน โดยทอสำรับหนึ่งสำหรับตนเองและอีกสำรับหนึ่งสำหรับเจ้าบ่าว ผ้าสำรับหนึ่งประกอบด้วยผ้านุ่ง 1 ผืน ผ้าห่ม 1 ผืน ผ้าตั้งเป็นผ้าที่เจ้าสาวตั้งใจทอใน้วิจิตรงดงามที่สุด เมื่อเจ้าบ่าวยกขันหมากมาถึงบ้านเจ้าสาวก็จะเปลี่ยนผ้าสำรับใหม่ที่เจ้าสาวเตรียมไว้ให้หลังเสร็จพิธีแต่งงานแล้วมักเก็บไว้ให้ลูกหลานนุ่งห่มในวันบวช ซึ่งถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง ผู้เป็นแม่จะรู้สึกได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ จึงนำผ้าที่มีคุณค่าทางจิตใจมาแต่งให้ หากครอบครัวใดไม่ได้เก็บผ้าตั้งไว้ ผู้เป็นแม่จะทอผ้าตั้งผืนใหม่ที่งดงามเป็นพิเศษอีกครั้งหนึ่ง
131
ผ้าตา ผ้านุ่งหรือผ้าห่มที่ทอเป็นตา ๆ มักกำหนดสีด้ายเส้นยืน มากกว่า 1 สี ส่วนเส้นพุ่งมีตั้งแต่ 2 สีขึ้นไปเพื่อให้เกิดตาสี่เหลี่ยม ผ้าตามีทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหม
132
ผ้าตาหม่อง (ถิ่น - อีสาน) ผ้าครามมีเส้นสีเขียวเป็นตารางใหญ่ ใช้นุ่งเป็นผ้าโสร่งผู้ชาย หรือเย็บเป็นกางเกงหูรูดนุ่งเป็นกางเกงใน ผ้าตาหม่องเป็นชุดอยู่บ้านของชาวบ้านต.โคกคูน อ.กุดบาก จ.สกลนคร ซึ่งเป็นกลุ่มชนไทโย้ย
133
ผ้าเตียวหม้อ (ถิ่น - ใต้) เศษผ้าที่ใช้พันหม้อหรือภาชนะหุงต้มกันร้อน เช่น ใช้พันรอบคอหม้อข้าวเมื่อยกหม้อลงจากเตา หรือใช้พันรอบคอหม้อไม่ให้ไอน้ำออกจากหม้อหรือภาชนะขณะนึ่งหรือต้ม ผ้าเตียวหม้อบางถิ่นเรียก ผ้าเช็ดหม้อ
134
ผ้าทอทองแล่งเงินแล่ง ผ้าพื้นทองหรือผ้ายกดอกทอด้วยทองแล่งหรือเงินแล่ง โดยใช้ทองหรือเงินที่รีดเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วแล่งให้เป็นเส้นคล้ายเส้นตอก (แล่งทองแล่งเงินคือการทำแผ่นทองแผ่นเงินให้เป็นเส้นเล็ก ๆ คล้ายตอก) หากต้องการทำให้เงินแล่งเป็นสีทองต้องกาไหล่หรือกะไหล่ทอง (ดู กาไหล่) ทองแล่งและเงินแล่งอาจทอผสมกับไหมทำให้ผ้าดูแวววาว ทองแล่งหากหุ้มเส้นไหมเรียก ไหมทอง ใช้ทอผ้าให้ดูแพรวพราวมีค่ายิ่งขึ้น ผ้าที่มีทองแล่งหรือเงินแล่งเป็นส่วนประกอบส่วนมาเป็นผ้าที่มาจากต่างประเทศ เช่น ผ้าเยียรบับ ผ้าเข้มขาบ และผ้าตาด
135
ผ้าทิพย์ ผ้าที่ห้อยตรงหน้าพระพุทธรูปบนฐานชุกชี มักทำด้วยปูนปั้นเป็นลวดลายคล้ายลายผ้า หรือผ้าที่ห้อยอยู่หน้าราชอาสน์หรือพนักพลับพลา
136
ผ้าทุ้ม (ถิ่น - เหนือ) ผ้าหน้ากว้างประมาณ 15 - 25 นิ้ว ยาวประมาณ 2 เมตร ใช้คลุมไหล่เหมือนผ้าทวบ แต่เป็นผ้าชิ้นเดียว ชายผ้าอาจทอเป็นลายตกแต่ง ผ้าทุ่มใช้ห่มคลุมไหล่ในฤดูหนาว ปัจจุบันชาวบ้านนิยมใช้ผ้าขนหนูแทน เพราะให้ความอบอุ่นได้ดีกว่า
137
ผ้าเทศ ผ้าที่สั่งซื้อมาจากต่างประเทศ สมัยโบราณราชสำนักสยามมักสั่งซื้อผ้าชั้นดีจากต่างประเทศ เช่น อินเดีย จีน เปอร์เซีย เข้ามาเป็นเครื่องนุ่งห่มของชั้นสูงในราชสำนัก
138
ผ้าพระบฏ ผ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีไม้สอดที่หัวและท้ายสำหรับแขวนตามทางยาว กล่าวกันว่าผ้าที่นำมาทำพระบฏมักเป็นผ้าของคนตาย หรือผ้าขาวสำหรับคลุมหีบศพ การนำผ้าดังกล่าวมาวาดภาพเพราะเชื่อว่าผู้ตายจะได้กุศลจากภาพที่วาดถวายวัด สำหรับแขวนไว้ตามอุโบสถ วิหาร และศาลการเปรียญ ผ้าพระบฏมักวาดภาพพระพุทธเจ้าประทับยืนหรือนั่งมีสาวกเผ้า หรือภาพพระมาลัยเป็นต้น
139
ผ้าพระบต (ถิ่น - เหนือ) ผืนผ้าที่วาดรูปพระพุทธเจ้าแทนพระพุทธรูปเมื่อทำพิธีนอกศาสนสถาน หรือแขวนตามป่าขณะเดินทาง หรือใช้แขวนในศาลาการเปรียญเช่นเดียวกับภาพพระบฏ ภาษาถิ่นเหนือเขียนหลายอย่าง เช่น พระบด พระบต พระบท หรือพระบถ
140
ผ้าเพดาน (ถิ่น - เหนือ) ผ้าผืนสี่เหลี่ยม หากเป็นผ้าขาวจะตกแต่งด้วยการปักหรือวาดเป็นรูปดาวล้อมเดือนหรือสิบสองราศี หากเป็นผ้าสีมักแต่งด้วยลายดอกไม้ ไม่นิยมทำรูปสัตว์หรือรูปคน เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สมควรจะอยู่งสูงกว่าพระพุทธรูป ขนาดของผ้าขึ้นอยู่กับสถานที่ เช่น เพดานวิหาร เพดานอุโสถ กุฏิสงฆ์ ผ้าเพดานใช้แขวนเหนือองค์พระพุทธรูปใต้เพดาน เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกจากหลังคาไม่ให้ตกลงบนองค์พระพุทธรูป การถวายผ้าเพดานถือเป็นการสร้างกุศลอย่างหนึ่ง ที่เชื่อว่าบุญกุศลจะช่วยปกศีรษะให้ได้ความร่มเย็น ชาวบ้านเรียก ผ้าพิดาน หรือ ผ้ามุงบน การใช้ผ้าลักษณะนี้ยังใช้ในพิธีเผาศพภิกษุด้วย โดยใช้ผ้าจีวรขึงไว้เหนือบริเวณที่ใช้เผาศพ และปูไว้ใต้ดิน ตามความเชื่อที่ว่าผ้าจีวรจะช่วยกันไม่ให้ความร้อนขึ้นไปถึงพรหมโลกและนาคพิภพ เพราะการเผาศพพระภิกษุนั้นร้อนแรง
141
ผ้าพระเวสส์ (ถิ่น - อีสาน) ผ้าขาวยาวประมาณ 10 - 30 เมตร วาดรูประบายสี (ฮูปแต้ม) เป็นเรื่องมหาเวสสันดรชาดกตั้งแต่ต้นต่อเนื่องกันไปจนจบเรื่องทั้ง 13 กัณฑ์ บางแห่งนำเรื่องพระมาลัยหมื่นและพระมาลัยแสนมาใส่นำเรื่องก็มี
142
ผ้าแพ (ถิ่น-อีสาน) ผ้าฝ้ายที่ทอเป็นผืน มีลวดลายและสีที่สอดคล้องกับการใช้สอยโดยไม่ต้องนำไปตัดเย็บ เพราะทอสำเร็จแล้วนำไปใช้ได้เลย เช่น ผ้าแพด้ำ (แพอีโป้ แพไส้ ปลาไหล หรือผ้าขาวม้า) ผ้าแพเบี่ยง ผ้าแพมน
143
ผ้าแพรเบี่ยง ผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมกว้างประมาณ 50 - 80 ซ.ม. ยาวประมาณ 180 - 200 ซ.ม. ผู้ใหญ่ใช้ห่มสไบเฉียงไปงานบุญและงานพิธีต่างๆ นิยมห่มทับเสื้ออีกทีหนึ่ง มักเป็นผ้าสีขาว เมื่อเวลากราบพระจะปลดชายผ้าด้านหนึ่งเป็นผ้ารองกราบ หากไม่มีผ้าแพรเบี่ยงอาจใช้ผ้าขาวม้าแทน ผ้าแพรเบี่ยง กลุ่มไท-ลาวนิยมทอด้วยลายขิด ลายไส้ปลาไหล ชายทั้งสองข้างทำเป็นชายครุยชาวผู้ไทเรียก ผ้าแพวาหรือผ้าแพรวา มักทอด้วยไหมหลายสี ตกแต่งด้วยลายจกชาวไทพวนเรียกผ้าที่ใช้ประโยชน์อย่างเดียวกันนี้ว่า ผ้าเปียว
144
ผ้าม้า (ถิ่น-เหนือ) ผ้าพับเป็นผืนเล็ก ๆ ยาวพอที่จะคาดจากเอวด้านหน้าลอดระหว่างขาขึ้นไปเหน็บไว้ด้านหลัง ผู้หญิงสมัยโบราณใช้เป็นผ้าซับประจำเดือนก่อนที่จะมีผ้าอนามัยใช้ผ้าม้าภาคกลางเรียก ผ้าขี่ม้า
145
ผ้ามุงบน (ถิ่น-เหนือ)ผ้าที่ขึงไว้เหนือเศียรพระพุทธรูปในอุโบสถหรือวิหาร เป็นผ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีทั้งผ้าสีและผ้าลาย ริมผ้าทั้งสี่ด้านติดระบาย ผ้ามุงบนมีรูปแบบ
146
ผ้ามุงสังฆะ (ถิ่น-เหนือ) ผ้าที่ขึงอยู่เหนืออาสน์สงฆ์ สูงจากพื้นขึ้นไปประมาณ 4 ศอก คล้ายกับผ้าเพดาน แต่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวเท่ากับอาสนะหรือแท่นพระ ผ้ามุงสังฆะอาจทำด้วยผ้าพื้นหรือผ้าที่มีลวดลาย บางทีทำระบายรอบ มีพู่ห้อยประดับเพื่อความสวยงาม
147
ผ้ามูลจะนะ (ถิ่น-เหนือ) ผ้าที่ชาวไทลื้อใช้ประกอบการกรวดน้ำเมื่อไปทำบุญที่วัดช่วงเข้าพรรษา เป็นผ้าผืนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ อาจเป็นผ้าสีหรือผ้าลาย ตกแต่งด้วยลูกปัดหรือเลื่อม ขอบแต่งตัวด้วยอุบะหรือตาข่าย ด้านบนขึงติดกับไม้ขวางติดกับเสาเล็ก ๆ ที่ปักอยู่บนฐาน บางทีทำเป็นโครงไม้รูปสาม เหลี่ยม มีด้ามสำหรับถือ เมื่อฆราวาสเข้าไปทำบุญในวิหารเสร็จแล้ว มือข้างหนึ่งถือผ้ามูลจะนะ อีกข้างหนึ่งถือขัดกรวดน้ำเสร็จแล้วมักนำผ้ามูลจะนะไปตั้งไว้หน้าพระประธาน
148
ผ้ายก ผ้าทอมีลาย โดยทอให้เส้นยืนและเส้นพุ่งขัดกันไม่เป็นระเบียบ ใช้เส้นยืนที่ยกขึ้นหรือเส้นยกและเส้นที่จมหรือเส้นข่มขัดกันตามที่กำหนด ทำให้เกิดลายนูนจากพื้นผ้า การทอยกอาจทอด้วยเส้นไหมหรือดิ้น ถ้าทอยกด้วยไหมเรียก ยกไหม ถ้าทอด้วยดิ้นทองเรียก ยกดิ้นทอง ทอด้วยดิ้นเงินเรียก ยกดิ้นเงิน หรือทอด้วยด้ายฝ้ายธรรมดา ส่วนมากเป็นผ้าสำหรับสามัญชน ปัจจุบันยังมีการทอผ้ายกกันอยู่ทั่วไป เช่น ผ้ายกลำพูน ผ้ายกพุงเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ้ายกนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นผ้ายกที่มีชื่อเสียงมาแต่โบราณ
149
ผ้ายกไหมทอง ผ้ายกที่สั่งทอเป็นพิเศษเพื่อใช้เป็นผ้าทรงของพระมหากษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง ส่วนมากสั่งซื้อมาจากแคว้นพาราณสี ประเทศอินเดีย ทอด้วยเส้นทองบนพื้นไหมสีต่าง ๆ ผ้าชนิดนี้ใช้เป็นผ้านุ่งของละครและโขนด้วย
150
ผ้าย้อมโคลน (ถิ่น-อีสาน) ผ้าฝ้ายย้อมด้วยโคลนสำหรับใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มของชาวไร่ชาวนาในอดีตปัจจุบันยังมีทีอำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ นิยมย้อมเป็นผ้าพื้นและผ้ามัดหมี่
151
ผ้าย้อมมะเกลือ (ถิ่น-อีสาน) ผ้าย้อมด้วยยางจากผลมะเกลือ (ไม้ต้นขนาดใหญ่ แก่นดำ ผลดิบใช้ย้อมผ้าให้เป็นสีดำและใช้ทำยา) โบราณใช้เป็นผ้านุ่งโจงกระเบนของสามัญ ปัจจุบันใช้ย้อมผ้าไหมในภาคอีสาน เช่นที่บ้านด่าน อ.ราศีไศล จ.ศรีสะเกษ การย้อมต้องย้อมซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง โดยย้อมแล้วตากแดดแล้วย้อมซ้ำ ผ้าไหมจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีเขียวอมเทาเป็นน้ำตาลแดงและดำสนิท
152
ผ้ายี่โป้ ผ้าโบราณชนิดหนึ่ง ใช้พาดไหล่หรือคาดเอว
153
ผ้ารัดอก (ถิ่น - ใต้) ผ้าพื้นหรือผ้าสี่รูปเหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณ 120 - 150 ซ.ม. กว้างประมาณ 20 ซ.ม. ใช้รัดอกผู้หญิงที่มีบุตรแล้วหรือผู้หญิงสูงอายุ วิธีรัดต้องรวบผ้าตามด้านยาวอย่างหลวม ๆ พาดให้ปิดหน้าอกไปใต้รักแร้ พันไปด้านหลังแล้ววกกลับมาให้ทับกัน สอดชายผ้าที่เหลือเหน็บไว้ระหว่างเต้านม การรัดอกต้องรัดให้แน่นไม่ให้หลุด เพราะมักใช้ผ้ารัดอกเมื่อต้องออกไปทำงานนอกบ้าน
154
ผ้ารำ (ถิ่น - เหนือ) ผ้าบูชาครูผู้ประกอบพิธีต่าง ๆ มีผ้าขาวรำ หรือ ผ้าขาว ผ้าแดงรำ หรือ ผ้าแดงขนาดความยาวของผ้าไม่แน่นอน อาจยาวเป็นวาหรือผืนเล็ก ๆ พับวางบนพานพอเป็นพิธี โดยวางผ้ารำบนพานเครื่องคำนับครูหรือในขันครูเพื่อแสดงคารวะ
155
ผ้าแร (ถิ่น-เหนือ) ผ้าไหมเนื้อละเอียดที่ถือว่าเป็นผ้าที่มีค่า แต่การต้มรังไหมทำให้ตัวไหมตายจึงสาวเส้นใยไหมมาทอผ้า เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวล้านนาโบราณไม่นิยมทอผ้าไหม แต่นิยมทอผ้าฝ้ายมากกว่า
156
ผ้าล้อหัวช้าง ผ้าที่ปูประดับหัวช้างในงานพิธีสำคัญ เช่น งานบวชที่มีช้างร่วมขบวน เป็นผ้าผืนสี่เหลี่ยม กว้างและยาวประมาณ 50 x 150 ซ.ม.ทอด้วยการจก ขิด ยก เป็นลวดลายต่าง ๆ ขลิบริมด้วยผ้าสี ผ้าชนิดนี้พบที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์
157
ผ้าลูกหมูไส้อ่อน (ถิ่นใต้) ผ้าที่ทอด้วยไหมหรือฝ้าย นิยมทอลายสีดำสลับน้ำเงินเป็นตาสี่เหลี่ยมจัตุรัสคั่นด้วยแถบสีเหลืองและสีแดง จึงดูเป็นสีดำ ๆ ด่าง ๆ ผิวอ่อนนุ่ม เนื้อละเอียดเพราะทอด้ายไหมหรือฝ้ายเส้นเล็ก ผ้าชนิดนี้ใช้เป็นผ้านุ่งผู้ชายหรือผ้าถุงผู้หญิงถือเป็นผ้าชั้นดีจึงใช้เฉพาะโอกาสพิเศษ เช่นใช้เป็นผ้านุ่งผืนแรกของผู้ลาสิกขาจากพระสงฆ์ ผ้าลูกหมูไส้อ่อนบางทีเรียก ผ้าลูกหมู ลูกหมุไส้อ่อน เพราะมีสีน้ำเงินซึ่งภาษาถิ่นในจังหวัดนราธิวาสเรียก สีอ่อน
158
ผ้าสาบัน (ถิ่นใต้) ผ้าพิมพ์ดอกหรือมีลายในตัว ใช้เป็นผ้าโพกหัวในโอกาสพิเศษ เช่น โพกหัวเมื่อรำสิละ รำรองเง็ง ประกอบพิธีทางศาสนา ผ้าชนิดนี้คงได้รับอิทธิพลมาจากชวา ปัจจุบันเรียกผ้าโพกหัวทั่วไปว่า ผ้าสาบัน
159
ผ้าสมา (ถิ่น - อีสาน) ผ้าไหมชั้นดีของชาวบ้านกลุ่มไท-ลาว บ้านฮ่องแฮ บ้านขามป้อม อำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นผ้ายาวประมาณ 3 วา ผู้เป็นแม่จะทอไว้ให้เป็นมรดกของลูก และให้ลูกเก็บไว้คลุมศพของตน หรือใช้นุ่งห่มให้นาค เป็นผ้าสำคัญที่ต้องมีทุกครัวเรือน
160
ผ้าสุหรัด ผ้าทอมือพิมพ์ลายจากเมืองสุหรัดหรือเมืองสุรัต ซึ่งเป็นเมืองท่าในประเทศอินเดีย ชาวเมืองซื้อผ้าขาวมาจากประเทศอังกฤษแล้วพิมพ์ลายลงบนผืนผ้า ส่งไปขายยังประเทศต่างๆ ชาวสยามสมัยอยุธยา
161
ผ้าไส้ปลาไหล (ถิ่น-อีสาน)ผ้าชนิดหนึ่งคล้ายผ้าขาวม้าแต่แคบและสั้นกว่า มักทอด้วยไหมเป็นริ้วยาวสลับสี เช่น สีแดง เขียว ชมพู เชิงทอเป็นลายขิด ชายหนุ่มใช้คล้องคอขณะไปเกี้ยวสาว ผู้ชายสูงอายุใช้เป็นผ้าพาดบ่า ผ้าคาดเอว ผ้าเบี่ยง ผ้าไส้ปลาไหลนิยมทอในบริเวณอีสานใต้
162
ผ้าหน้านาง ผ้าผืนยาวกว้างประมาณ 90 ซ.ม. ยาวประมาณ 300 ซ.ม. ใช้นุ่งจีบแบบหน้านางคือ โอบจากด้านหลังอ้อมตัวมาข้างหน้า จับชายผ้าทั้งสองชายพับทบกลับไปกลับมาเข้าหาตัว ใช้เข็มขัดคาดไม่ให้ผ้าหลุด สมัยโบราณใช้ผ้าลายอย่างหรือผ้าเขียนทองซึ่งเป็นพระภูษาทรงของเจ้านายชั้นสูง
163
ผ้าหยั่น มุ้งของชาวไทดำหรือไทโซ่ง เป็นผ้าฝ้ายทอสีดำทั้งหลัง มีหูทั้งสี่มุม ขอบมุ้งตกแต่งด้วยด้ายปักหรือไหมสีต่าง ๆ และใช้กระจกสีประดับด้วย การใช้ผ้าดำตัดเย็บมุ้งทำให้คนภายนอกมองไม่เห็นผู้ที่อยู่ในมุ้ง ช่วยให้เกิดความเป็นส่วนตัวได้ดีกว่ามุ้งสีขาว มุ้งสีดำนิยมใช้ในกลุ่มไทลื้อด้วยเช่นกัน ผ้าหยั่น บางทีเรียก ผ้าหยัน
164
ผ้าห่มลายขิด (ถิ่น - อีสาน) ผ้าฝ้ายเนื้อหนาเพลาะติดกันสองผืน เชิงทอด้วยลายขิด ผู้หญิงใช้คลุมไหล่ผู้ชายใช้คลุมศีรษะ
165
ผ้าหลา (ไทโซ่ง) ผ้าฝ้ายทอมือย้อมครามของชาวไทดำหรือไทโซ่ง ริมผ้ากุ๊นด้วยสีแดง ขาว เหลือง และเขียว ยาวพอที่จะห่อตัวเด็กได้ โดยใช้สะพายด้านหน้า ด้านข้าง หรือด้านหลัง โดยโอบชายผ้าผูกไว้ที่คอหรือเฉียงพาดบ่า การใช้ผ้าหลาจะช่วยให้พาเด็กเดินทางไปกับแม่ด้วยความอบอุ่น ไปยุ่งยาก แม่สามารถทำงานไปด้วย ผ้าหลา บางทีเรียก ผ้าเสี่ยหลง
166
ผ้าห้อยหอ ผ้าที่เจ้าสาวนำมาให้เจ้าบ่าวนุ่งในพิธีซัดน้ำ (สาดน้ำ) แต่งงานแล้วผลัดพาดไว้ที่เรือนหอ และนำมานุ่งตอนที่เจ้าบ่าวนอนเฝ้าหออีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีผู้นำผ้ามาให้ เจ้าบ่าวต้องให้ของชำร่วยเป็นรางวัล เมื่อเสร็จพิธีแต่งงาน เจ้าบ่าวต้องนำเงินหรือแหวนที่เตรียมมาผูกชายผ้าของตนไว้ เมื่อเด็กหญิงที่นำผ้าห้อยหอมาให้ผลัดและรับผ้านุ่งเดิมไปบิดตากก็จะพบเงินหรือแหวนนั้น จึงเอาไปเป็นรางวัล
167
ผ้าหางกระรอก ผ้าไหมสีเหลือบเหมือนหางกระรอก เกิดจากการใช้เส้นไหมสีพื้นเป็นเส้นยืนและใช้ไหมเส้นพุ่งที่ตีเกลียวควบกันสองเส้นระหว่างไหมสีกับไหมขาว เมื่อนำมาทอกับเส้นยืนสีพื้นจะทำให้เกิดลายเหลื่อมกันเป็นสีเหลือบคล้ายหางกระรอกจึงเรียกว่า ผ้าหางกระรอก โบราณนิยมใช้เป็นผ้านุ่งผู้ชาย ผ้าชนิดนี้นิยมทอในบริเวณจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์
168
ผ้าแหลบ (ถิ่น-เหนือ) ผ้าสำหรับพระสงฆ์ใช้ปูนอน หรือคนเฒ่าคนแก่ใช้นอนขณะถือศีลที่วัด หรือฆราวาศใช้ปูนอนระหว่างเดินทาง เป็นผ้าฝ้ายสีขาวทอลายขิดด้วยสีแดงหรือสีดำจนเต็มผืน เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ตรงกลางเป็นรูปสี่เหลี่ยมจกด้วยไหมสีเหลือง ผ้าแหลบกว้างประมาณ 1 เมตร ยาว 2 เมตร ทอจากฟืมเตียวไม่ต่อเหมือนผ้าหลบ ขอบขลิบด้วยผ้าแดง บางทีใช้ผ้าดำซ้อนด้านหลังอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้หนาและนุ่มหรือใช้ผ้าซ้อนกันหลายผืนแล้วเย็บตรึงเป็นจุด ๆ หรือใช้ปุยฝ้ายหรือปุยนุ่นคาดแล้วเย็บตรึงเป็นจุด ๆ เช่นเดียวกัน
169
ผ้าเหยียบ (ถิ่น - อีสาน) ผ้าที่ทอสำหรับทำเครื่องนอน เช่น ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน ผ้ามุ้ง
170
ผ้าอัมปรม (ถิ่น - อีสาน) ผ้าซิ่นมัดหมี่แบบเขมร ลายตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็ก ๆ พื้นสีแดงครั่งสลับจุดประสีขาว สีผ้าทั้งสองหน้าเหมือนกัน ใช้เป็นผ้านุ่งในวันสำคัญเช่น นุ่งไปทำบุญที่วัด งานบุญสงกรานต์ นิยมใช้บริเวณจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์
171
ผ้าอีโป้ (ถิ่น - อีสาน) ผ้าห่มของชาวอีสาน ทอด้วยฝ้ายเนื้อหนา ทำเป็นลายยกดอก โบราณนิยมทอเพียง 2 สีคือ สีฝ้ายธรรมชาติที่เป็นสีขาวนวลกับสีคราม ทอเป็นตารางใหญ่ ๆ ซ้อนกันปัจจุบันทอหลายสีและลวดลายต่าง ๆ กัน
172
ผ้าโฮล (ถิ่น - อีสาน) ผ้าพื้นบ้านของกลุ่มเชื้อสายเขมรในจังหวัดสุรินทร์ เป็นผ้าไหมมัดหมี่เนื้อดีเส้นไหมละเอียด กล่าวกันว่าเนื้อแน่จนสามารถตักน้ำได้ ผ้าโฮลมี 5 สี ได้แก่สีเทา แดง ขาว เขียว และเหลือง สีเหล่านี้ได้จากการย้อมด้วยสีธรรมชาติเนื้อผ้ามักมี 2 สี ด้านหน้าเป็นสีอ่อน อีกด้านหนึ่งเป็นสีเข้มกว่า ผ้าโฮลใช้เป็นผ้านุ่งในพิธีสำคัญ ๆ ผ้านุ่งผู้หญิงเรียก ไฮไสร ผ้านุ่งโจงกระเบนผู้ชายเรียกโฮลเปราะฮ์
173
ผ้าแพมน ผ้าทอขนาดเล็กรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่เมื่อพับครึ่งแล้วก็จะเป็นจัตุรัสได้พอดีโดยประมาณ ผ้าแพมนทอด้วยวิธีการจก ใช้ปิดหัวนาคหรือใช้เป็นผ้าเช็ดหน้าทั่วไป
174
ผ้าแพรปังสี ผ้าแพรเนื้อเลี่ยนบาง ไม่มีดอก ใช้คลุมหรือห่ม
175
ภูษา ผ้าที่ใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มหรือเครื่องทรงของกษัตริย์
176
ภูษาโยง แถบผ้าเล็ก ๆ ที่โยงจากปากโกศหรือหีบศพสำหรับคลี่ทอดไปยังพระสงฆ์เมื่อทำพิธีกรรม เช่น บังสุกุล หรือโยงจากราชรถประดิษฐานพระโกศไปยังรถนำหน้าพระศพ
177
มัสหรู่ ผ้าเข้มขาบชนิดหนึ่งทอด้วยไหมสลับทองแล่งเป็นลายริ้ว ในริ้วมีลายสลับอีกชั้นหนึ่ง บางทีเรียก มิสหรู่
178
ขิด ผ้าที่สร้างลวดลายด้วยการเพิ่มด้ายเส้นพุ่งพิเศษเพื่อสร้างลวดลายข้ามช่วงด้านเส้นยืนคล้ายกับทอจก ไม่ใช้วัตถุปลายแหลมหรือขนเม่นจก แต่ใช้ไม้ค้ำหรือ เขา (string heddles) ทำด้วยไม้ไผ่เหลาให้เล็กยาวประมาณ 50 ซ.ม.โยงเข้ากับด้ายเส้นยืน เมื่อต้องการทอลายใดก็ดึงเขาชุดนั้นมาใช้ลายที่ไม่ต้องการก็จะดึงเขาเก็บขึ้นไป เขาลายใดที่ไม่ใช้ก็แขวนไว้เหนือกี่ ดังนั้นเขา 1 อันจึงกำหนดลายได้ 1 แถวเส้นพุ้งเมื่อทอมาถึงเขาจะต้องใช้ไม้ดาบ ไม้แบน ๆ ยาวสอดผ่านเส้นยืนไปตามที่เขากำหนดไว้ แล้วพลิกดาบให้สันตั้งขึ้นพอที่จะสอดกระสวยเข้าไปได้ เมื่อกระสวยผ่านหน้าผ้าไปแล้วดึงไม้ดาบออก
179
จก การทอผ้าให้เกิดลวดลายด้วยการจกหรืองัดด้ายเส้นยืนขึ้นด้วยขนเม่น แล้วเพิ่มด้ายเส้นพุ่งที่มีสันและลักษณะพิเศษเข้าไปเป็นช่วง ๆ ทำให้เกิดสลับสีเป็นช่วง ๆ ตลอดหน้าผ้า การทอแบบนี้บางทีเรียกว่า การปักบนหูก เพราะการสอดด้ายเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปแล้วงัดขึ้นคล้ายกับการปัก การทอจกในบางท้องถิ่นใช้วิธีกลับด้านหลังผ้าขึ้นข้างบนขณะทอเพื่อให้ทำลวดลายละเอียดได้ดี เช่น กลุ่มทอผ้าไทยวน บ้านคูบัว และบ้านดอนแร่ อ.เมือง บ้านบางกะโด อ.โพธาราม จ.ราชบุรี บางแห่งทอจากด้านหน้าของผ้า เส้นพุ่งพิเศษที่ใช้ทอจกนิยมใช้เส้นไหมบนพื้นผ้าฝ้ายหรือไหม หรือใช้ดิ้นเงินดิ้นทอง อาจได้รับแบบอย่างมาจากอินเดียและเปอร์เซีย ส่วนมากนิยมใช้เป็นผ้าของชนชั้นสูงสามัญชนใช้ไหมสีเหลืองแทนดิ้นทอง
180
มัดหมี่ กรรมวิธีในการทอผ้าอย่างหนึ่งที่สร้างลวดลายก่อนย้อม โดยเอาเชือกมัดด้ายหรือไหมเป็นเปลาะ ๆ ตามลายเมื่อย้อมสีจะไม่ติดส่วนที่มัดไว้ ทำให้เกิดลวดลาย ถ้าต้องการให้มีหลายสีก็ต้องย้อมหลายครั้งจนครบสีทีต้องการ การย้อมทำได้ 2 วิธี คือ การย้อมเส้นยืนตามความยาวของผ้า และการย้อมเส้นพุ่งซึ่งสามารถสร้างลายได้ไม่จำกัดความยาวของผ้า กล่าวกันว่าการย้อมเส้นยืนอาจมีมาก่อนการย้อมเส้นพุ่ง สันนิษฐานกันว่าวิธีทอผ้ามัดหมี่อาจได้รับแบบอย่างมาจากประเทศอินเดียพร้อมกับสินค้าอื่น ๆ
181
ยก ผ้าที่ทอให้เกิดลวดลายจากเนื้อผ้าโดยตรง ด้วยการยกเส้นผืนให้ไม่เป็นระเบียบคือ ยกเส้นยืนบางเส้นขึ้นและข่มหรือกดลง เช่นเดียวกับการสานเสื่อลำแพนหรือเสื่อกระจูดให้เป็นลวดลาย ลายยกจะเป็นลายนูนบนเนื้อผ้า ซึ่งเกิดจากการยกและข่มเส้นยืนไม่เป็นระเบียบ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงมีลายพระหัตถ์ถึงพระยาอนุมานราชธนในหนังสือ บันทึกเรื่องความรู้ต่าง ๆ (ไม่ปรากฏวันที่) เดือนพฤศจิกายน 2479 ว่า "คำว่ายกมาแต่กระบวนทอเส้นด้ายที่เชิดขึ้น เรียกว่า เส้นยก เส้นด้ายที่จมลงเรียกว่า เส้นข่ม แล้วพุ่ง กระสวยไประหว่างกลาง ถ้าจะให้เป็นลายเลือกยกเส้นข่มขึ้นลางเส้นทอให้เกิดเป็นลายขึ้นจึงเรียกว่า ผ้ายก เพราะต้องตะบอยยกเส้นข่มลางเส้นให้เกิดเป็นลายขึ้น" ผ้ายกที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีคือ ผ้ายกไทยวนในล้านนาผ้ายกเมืองนครศรีธรรมราช หรือผ้ายกนคร ผ้ายกพุมเรียง ผ้ายกเกาะยอ เป็นต้น
182
รัตกัมพล ผ้าโพกศีรษะหรือผ้าทรงของกษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งในเครื่องราชาภิเษก 5 อย่าง ได้แก่ พระมหามงกุฎ พระขรรค์ พระภูษารัตกัมพล พระเศวตฉัตร และฉลองพระบาทประดับแก้ว ผ้ารัตกัมพล บางทีเรียก ผ้ากัมพล
183
ราชวัตร ลายชนิดหนึ่งเป็นตารางสลับกันเป็นแนว ใช้พิมพ์เป็นลายผ้าโบราณ เช่น ผ้าลายอย่างลายราชวัตรเครือเถาก้านแย่ง ลายราชวัตรในรูปช่อดอกได้ ลายราชวัตรดอกสี่เหลี่ยม หรือทอเป็นลายผ้า เช่น ผ้าลายราชวัตรเกาะยอ ผ้าขาวม้า ลายราชวัตรบ้านนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง เป็นต้น ราชวัตร บางทีเขียน ราชวัติ
184
เรยอง ผ้าที่ผลิตจากใยเยื่อไม้ โดยใช้ไม้มาบดให้เป็นเยื่อ หรือใช้เศษฝ้ายมาทำเป็นเยื่อ ผ่านสาระลายแล้วรีดดึงหรือกดอัดผ่านรูเล็ก ๆ ให้เป็นเส้นคล้ายด้ายฝ้าย แล้วนำมาทอเป็นผ้า ผ้าเรยองมีราคาถูกกว่าผ้าใยประดิษฐ์ชนิดอื่น มีน้ำหนักเบา แต่ไม่ทนกรด ไม่ทนร้อน มีความยืดหยุ่นน้อย เมื่อเปียกน้ำความเหนียวจะลดลง เส้นใยไม่คงที่ทำให้เสียรูปทรงง่าย
185
เส้นพุ่ง เส้นด้ายฝ้ายหรือเส้นไหมที่สอดผ่านเส้นยืน โดยม้วนอยู่ในหลอดด้ายในกระสวยต้องพุ่งจากด้านหนึ่งลอดเส้นยืนไปอีกด้านหนึ่ง แล้วข่มเส้นยืนลง พุ่งกระสวยกลับไป ทำอย่างนี้สลับกับการกระทบฟืม เส้นพุ่งก็จะเพิ่มหน้าผ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ
186
เส้นยืน เส้นด้ายฝ้ายหรือเส้นไหมที่ขึงในแนวตั้งในกี่ทอผ้า อีสานเรียก เส้นเครือ หรือ เครือ
187
เสื้อก้อม (ไทโซ่ง) เสื้อของชาวไทโซ่ง มีทั้งของผู้ชายและผู้หญิง เสื้อก้อมชายเป็นเสื้อสีดำคอตั้งไม่มีปก ลำตัวยาวเข้ารูป แขนยาวทรงกระบอก ชายเสื้อแทรกผ้ารูปสามเหลี่ยมให้ชายเสื้อผายออก ด้านหน้าผ่าตลอด ติดกระดุม 9 เม็ด หรือ 13 เม็ด เสื้อก้อมหญิงตัดด้วยผ้าสีดำ คอตั้ง ไม่มีปก เอวเข้ารูป แขนยาวทรงกระบอก ต่อแขนให้ติดกับลำตัว ต่อชนตะเข็บตรง ๆ ไม่เว้าเข้า มีผ้าแทรกใต้รักแร้ สาบอยู่ด้านขวา เจาะรังกระดุม ติดกระดุม 9 - 13 เม็ด
188
เสื้อต๊ก (ไทโซ่ง) เสื้อไทดำหรือไทโซ่ง ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายทอมือ มีสีขาวหรือสีเนื้อฝ้ายที่ยังไม่ได้ย้อมสี นำมาเย็บด้านข้าง ใช้สวมเมื่อพ่อหรือแม่ถึงแก่กรรม โดยเฉพาะลูกหลานต้องสวมเสื้อต๊ก บางทีมีผ้าสี่เหลี่ยมโพกศีรษะด้วย
189
เสื้อฮี (ไทโซ่ง) เสื้อไทดำทั้งหญิงและชาย เป็นชุดสำคัญประจำตัวของแต่ละคน เป็นเสื้อสีน้ำเงินเข้ม คอกลม แขนกระบอกหลวม ๆ ตัวเสื้อคลุมลงมาต่ำกว่าสะโพก ด้านข้างผ่าขึ้นมาถึงเอว ด้านนอกและด้านในตกแต่งลวดลายด้ายการปัก ปะ ด้วยผ้าไหมสีขาว แดง เหลือง เขียว เป็นลายดาวกระจาย ลายบานแปด ลายขอกุด ซึ่งเป็นลายเรขาคณิตสลับสีตามสาบเสื้อ ใต้แขนระหว่างรักแร้ เชิงเสื้อ โดยตกแต่งทั้งด้านนอกและด้านใน แต่จะตกแต่งด้านในมากกว่า เสื้อชนิดนี้ใช้สวมใส่ในพีธีสำคัญ เช่น งานแต่งงาน งานเสนเฮือน และที่สำคัญที่สุดคือสวมด้านในติดตัวเมื่อตายแล้ว ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าถ้าสวมเสื้อฮีไปจะได้พบญาติพี่น้อง
190
หัวซิ่น ผ้าที่ต่อตัวซิ่นให้ซิ่นยาวพอดีกับผู้นุ่ง เป็นส่วนที่อยู่ติดกับเอวอาจเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมสีขาว ดำ หรือแดง แล้วต่ความนิยม มักเป็นผ้าพื้นไม่มีลวดลายหัวซิ่นจะเปลี่ยนได้หากขาดหรือสกปรก ถัดจากหัวซิ่นเป็นตัวซิ่น อาจทอเป็นริ้วหรือเป็นลาย ส่วนล่างสุดของซิ่นเรียก ตีนซิ่นหรือเชิงซิ่น มีทั้งที่เป็นผ้าพื้น สีดำ สีแดง หรือตกแต่งด้วยลายจก เรียก ตีนจก
191
หางสะเปา (ถิ่น - เหนือ) ลายตีนจกส่วนล่างสุด ลักษณะเป็นเส้นห้อยลงบนสีพื้น (สะเปา) ส่วนล่างสุดมักทอเป็นเส้นสีต่าง ๆ เช่น สีดำ สีแดง สีขาว หรือสีดำสลับขาว สีแดงสลับเหลือง ความยาวของหางสะเปาต่างกันไปตามความนิยมของแต่ละกลุ่มชนเช่น ตีนจกของกลุ่มไทยวนแม่แจ่ม อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ นิยมทอหางสะเปาสีแดงสลับขาว ยาวประมาณ 5 ซ.ม. ขณะที่หางสะเปาตีนจกไทยวนในจังหวัดอุตรดิตถ์ นิยมทอหางสะเปายาวจรดขอบซิ่นหรือเกือบจรดขอบล่างของซิ่น หางสะเปา บางท้องถิ่นเรียก สายย้อย หรือ สร้อยสะเปา
192
หมี่ด่าน (ถิ่น - อีสาน) ซิ่นที่ทอให้เป็นลวดลายด้วยวิธีมัดหมี่ตลอดทั้งผืน ไม่มีลายที่ทอด้วยวิธีอื่นคั่น และทอด้วยมัดหมี่ลายสองเท่านั้น
193
หมี่ตะเภา (ถิ่น - อีสาน) ซิ่นมัดหมี่ที่ทอเป็นลายคล้ายเรือสำเภา
194
หมี่ตา (ถิ่น - อีสาน) ซิ่นที่ทอด้วยวิธีมัดหมี่ให้เป็นลวดลายริ้วขนานลำตัว คั่นด้วยลายขิดหรือลายที่ทอด้วยกรรมวิธีอื่น เช่น จกสลับกันไปซิ่นหมี่ตาแบ่งเป็นซิ่นหมี่ตาใหญ่ ได้แก่ ซิ่นหมี่ตาใหญ่คั่นด้วยลายขิดขนาดใหญ่ ซิ่นหมี่ตาน้อย ได้แก่ ซิ่นมัดหมี่ที่คั่นด้วยลายริ้วธรรมดาไม่ยกลายขิด
195
หมี่โลด (ถิ่น - อีสาน) ซิ่นที่ทอด้วยวิธีมัดหมี่เพี่ยงอย่างเดียว เป็นลายริ้วขนานลำตัว เรียก หมี่โลด หมี่ลวด หรือ หมี่หลวง
196
หมี่โฮล (ถิ่น - อีสาน) ผ้าโสร่งสำหรับผู้ชายนุ่ง ทอด้วยไหมปั่นหางกระรอกนิยมทอกันมากในบริเวณจังหวัดสุรินทร์
197
เอวซิ่น ส่วนบนของซิ่นที่อยู่ติดกับเอว ขมวดเป็นชายพกแนบกับเอวไม่ให้ซิ่นหลุด นิยมใช้ผ้าฝ้ายหรือไหมสีพื้น เช่น สีขาว สีดำ หรือสีแดง ส่วนมากนิยมสีขาว เอวซิ่นเป็นส่วนที่ต่อกับตัวซิ่นเพื่อให้ซิ่นยาวพอดีกับความสูงของผู้นุ่ง นอกจากนี้เอวซิ่นยังช่วยให้ใช้ซิ่นได้คงทน เพราะสามารถเปลี่ยนได้เมื่อชำรุดหรือเปื่อย เอวซิ่น บางทีเรียก หัวซิ่น
198
โฮล (ถิ่น - อีสาน) ผ้าไหมมัดหมี่ของกลุ่มคนไทยเชื้อสายเขมรบริเวณอีสานใต้ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ เป็นผ้าลายที่เกิดจากการมัดย้อมด้ายเส้นพุ่ง มีสีและลวดลายหลายแบบต่าง ๆ กัน นิยมทอเป็นลายริ้วสลับลายมัดหมี่คล้ายต้นไผ่ บางถิ่นเรียก ลายไผ่ ผ้าโฮลมักทอเป็นผ้าซิ่นให้หญิงสาวนุ่งในวันแต่งงาน หรือใช้เป็นผ้าไหว้ญาติผู้ใหญ่ในงานแต่งงาน ซึ่งถือเป็นผ้าพิเศษที่มักต่อเชิง เรียกว่า ปะโบร์ แปลว่า ริม ผ้าซิ่นโฮลที่มีเชิงนั้นหญิงสาวนิยมนุ่งไปวัด นุ่งไปร่วมงานแต่งงาน หรือไปงานพิธีสำคัญ ๆ ผ้าโฮล บางทีเรียก ผ้าโฮร์ หมี่โฮร์ หรือ หมี่โฮล
199
โฮลเปราะฮ์ (ถิ่น - อีสาน) ผ้าไหมมัดหมี่ของกลุ่มคนไทยเชื้อสายเขมรบริเวณอีสานใต้ มีลวดลายและสีสันต่าง ๆ กันใช้เป็นผ้านุ่งโจงกระเบนของผู้ชาย ในสมัยโบราณเรียก ผ้าปูมเขมร ราชสำนักใช้เป็นผ้าพระราชทานให้ข้าราชบริพารตามตำแหน่ง ยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5
200
โฮลไสร (ถิ่น - อีสาน) ผ้าไหมมัดหมี่ของกลุ่มคนไทยเชื้อสายเขมรบริเวณอีสานใต้ มีลวดลายและสีสันต่าง ๆ กันใช้เป็นผ้านุ่งผู้หญิง